วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562

โปรแกรมป้องกันไวรัส



โปรแกรมป้องกันไวรัส หรือ แอนติไวรัส (อังกฤษ: antivirus software) เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อคอยตรวจจับ ป้องกัน และกำจัดโปรแกรมคุกคามทางคอมพิวเตอร์หรือมัลแวร์ ซึ่งหมายถึง ไวรัส เวิร์ม โทรจัน สปายแวร์ แอดแวร์ และซอฟต์แวร์คุกคามประเภทอื่น ๆ
โปรแกรมป้องกันไวรัสมี 2 แบบหลักๆ คือ
                แอนติไวรัส (Anti-Virus) เป็นโปรแกรมโปรแกรมป้องกันไวรัสทั่ว ๆ ไป จะค้นหาและทำลายไวรัสในคอมพิวเตอร์ของเรา
                แอนติสปายแวร์ (Anti-Spyware) เป็นโปรแกรมป้องกันการโจรกรรมข้อมูล จากไวรัสสปายแวร์ และจากแฮ็กเกอร์ รวมถึงการกำจัด Adsware ซึ่งเป็นป๊อปอัพโฆษณาอีกด้วย
                โปรแกรมป้องกันไวรัสจะค้นหาและทำลายไวรัสที่ไฟล์โดยตรง แต่ในทุก ๆ วันจะมีไวรัสชนิดใหม่เกิดขึ้นมาเสมอ ทำให้เราต้องอัปเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสตลอดเวลาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราปลอดภัย โดยแอนติไวรัสของแต่ละบริษัทอาจมีรูปแบบการทำงานและหน้าตาของโปรแกรมที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงอาจจะมีการอัปเดตและการป้องกันที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวไม่ควรมีแอนติไวรัส 2 โปรแกรมหรือมากกว่านั้นเพราะอาจจะทำให้โปรแกรมขัดแย้งกันเองจนไม่สามารถใช้งานได้

ตัวอย่างโปรแกรมป้องกันไวรัส
1.Avast Free Antivirus

2.Panda Cloud Antivirus Free

3.ZoneAlarm Free Antivirus + Firewall

4.Avira Free Antivirus

การโจมตีเพื่อเจาะระบบ




การเจาะระบบ (Hacking) คือ
          การเจาะเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างผิดกฎหมายแต่เดิม การเจาะเข้าใช้ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต จะใช้คำว่า Cracking (Cracker) ส่วนคำว่า Hacking (Hacker) จะหมายถึงผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์และ ซอฟต์แวร์อย่างเชี่ยวชาญแต่ในปัจจุบันกลับใช้คำว่า Hacking (Hacker) ในทางลบ

ประเภทของ Hacker
          - Hacker
         - Cracker 
         - Script kiddy 
         - Spy 
         - Employee 
         - Terrorist

Hacker (แฮกเกอร์) มีความหมาย 2 นัย
         - ด้านบวก คอยช่วยสำรวจเครือข่ายเพื่อหาช่องโหว่หรือสิ่งแปลกปลอม มีแรงจูงใจเพื่อการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบให้มีความปลอดภัย หน้าที่ ค้นหาจุดอ่อน และแก้ไขก่อนเกิดเหตุไม่พึงประสงค์
         -
ด้านลบ คือ ผู้ที่พยายามหาวิธีการ หรือหาช่องโหว่ของระบบ เพื่อแอบ ลักลอบเข้าสู่ระบบ เพื่อล้วงความลับ หรือแอบดูข้อมูลข่าวสาร บางครั้งมี การทำลายข้อมูลข่าวสาร หรือทำความเสียหายให้กับองค์กร

Cracker (แคร๊กเกอร์)
บุคคลที่พยายามทำลายระบบ ต่างจาก Hacker ตรงที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบเพื่อทำลาย สร้าง ปัญหา หรือหยุดการให้บริการและต้องแข่งกับคนอื่นเพื่อแสดงความสามารถ

Script kiddy (สคริปต์คิดดี้)
ยังไม่ค่อยมีความชำนาญ ไม่สามารถเขียนโปรแกรมในการเจาะระบบได้เอง อาศัย Download จากอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นเด็กมีเวลามากใช้เวลาในการทดลองและมักไม่เข้าใจในเทคโนโลยีที่ตัวเองใช้โจมตีเป้าหมายมักเป็นผู้ใช้งานหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป

Spy (สายลับ)
บุคคลที่ถูกจ้างเพื่อเจาะระบบและขโมยข้อมูลการโจมตีมีความเฉพาะเจาะจง พยายามไม่ให้ผู้ถูกโจมตีรู้ตัวเป็นผู้ที่มีความชำนาญสูงมาก

Employee (พนักงาน)
- อาจมีแรงจูงใจจาก
-
แสดงให้เห็นว่าองค์กรมีจุดอ่อน
-
แสดงความสามารถของตัวเองเนื่องจากถูกประเมินค่าต่ำเกินไปหรืออาจเกิดความไม่พอใจในการพิจารณาผลงาน
-
ผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ถูกจ้างจากคู่แข่ง
-
สามารถเข้าถึงและโจมตีระบบได้ง่าย เพราะอยู่ในระบบ

Terrorist (ผู้ก่อการร้าย)
มีความชำนาญสูงคาดเดาวิธีการได้ยาก เป้าหมายไม่แน่นอนอาจเป็นระบบเล็กๆ หรือขนาดใหญ่ เช่น ระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้าบางกลุ่มโจมตีเพื่อหารายได้สนับสนุนการก่อการร้าย เช่น หลอกลวง ให้บริจาค หรือขโมยข้อมูลบัตรเครดิต




รูปแบบการโจมตี

Social Engineering เป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยา หลอกหล่อให้หลงเชื่อส่วนใหญ่ใช้วิธีโทรศัพท์สอบถามข้อมูล อาจใช้วิธีค้นหาข้อมูลจากถังขยะ (Dumpster Diving) เพื่อค้นหา ข้อมูลจากเอกสารที่นำมาทิ้ง การป้องกันทำได้โดย มีการกำหนดนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติ งานที่เข้มงวด เช่น การเปลี่ยนรหัสผ่าน รวมถึงมีการอบรมและบังคับ ใช้อย่างจริงจัง

Password Guessing Password เป็นสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ความเป็นตัวตนของผู้ใช้งาน เป็นความลับส่วนบุคคลผู้ใช้มักกำหนดโดยใช้คำง่ายๆ เพื่อสะดวกในการจดจำ สาเหตุจากต้องเปลี่ยนบ่อย หรือมี Password หลายระดับ หรือระบบห้ามใช้ Password ซ้ำเดิมPassword ที่ง่ายต่อการเดา ได้แก่ สั้น ใช้คำที่คุ้นเคย ใช้ข้อมูลส่วนตัว ใช้ Password เดียวทุกระบบจด Password ไว้บนกระดาษ ไม่เปลี่ยน Password ตามระยะเวลาที่กำหนด

Denial of Service เป้าหมายคือทำให้ระบบหยุดให้บริการ เป็นการโจมตีที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เนื่องจากถูกตรวจจับได้ง่ายโดย Firewall หรือ IDS ระบบที่มีการ Update อยู่ตลอดมักจะไม่ถูกโจมตีด้วยวิธีนี้บางครั้งตรวจจับได้ยากเนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับการทำงานของ Software จัดการเครือข่าย

Decryption หลักการคือ การพยายามให้ได้มาซึ่ง Key เพราะ Algorithm เป็นที่รู้จัก กันอยู่แล้ว อาจใช้วิธีการตรวจสอบดูข้อมูลเพื่อวิเคราะห์หา Key โดยเฉพาะการ ใช้ Weak Key ที่จะส่งผลทำให้ได้ข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายๆ กันทำให้ เดา Key ได้ง่าย ควรใช้ Key ความยาวอย่างน้อย 128 bit หรืออาจใช้หลักทางสถิติมาวิเคราะห์หา Key จากตัวอักษรที่พบ

Birthday Attacks เป็นวิธีการโจมตีการเข้ารหัสด้วยการสุ่ม Key แนวคิดเมื่อเราพบใครสักคนหนึ่ง มีโอกาสที่จะมีวันเกิด 1 ใน 365 วัน ยิ่งพบคนมากขึ้นก็ยิ่งจะมีโอกาสวันเกิดซ้ำกันมากยิ่งขึ้น การเลือกรหัสผ่านวิธีการที่ดีที่สุดคือการใช้ Random Key แต่การ Random Key นั้นก็มีโอกาสที่จะได้ Key ที่ซ้ำเดิม

Sniffing การดักจับข้อมูลบนระบบเครือข่าย ใช้เครื่องมือ เช่น Wireshark เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล เช่น Password, Cookie/Session ID, ข้อความ เป็นต้น

Man-in-the-middle Attacks พยายามทำตัวเป็นคนกลางคอยดักเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยที่คู่สนทนาไม่รู้ตัว อาจใช้เทคนิค ARP Spoof/ARP Poisoning เพื่อหลอกเครื่องเหยื่อ (Victim) และ Gateway ถ้าโจมตีแบบ Active จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล แต่ถ้าโจมตีแบบ Passive จะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลการโจมตีแบบ Replay Attack ข้อความจะถูกเก็บไว้ระยะเวลาหนึ่งแล้วค่อยส่งต่อ

การเจาะระบบ อาจเกิดจากข้อบกพร่องในการพัฒนา Software หรือ Hardware
ข้อบกพร่องในการพัฒนา Software ได้แก่
  • Input Validation Error เกิดจากการที่รับ Input เข้ามาประมวลผลโดย ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องก่อน อาจทำให้เกิดปัญหา
  • Buffer Overflow : โปรแกรมได้รับ Input ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่กำหนด ทำให้ Buffer ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งหมด ทำให้ข้อมูลบางส่วนไป ทับข้อมูลในหน่วยความจำของ Process อื่น อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถ Run Process อื่น แทนโปรแกรมที่กำลัง Run อยู่ได้
  • Boundary Condition Error : ระบบได้รับ Input ที่มีขนาดใหญ่เกิน ขอบเขตที่โปรแกรมกำหนดไว้ อาจโดยผู้ใช้หรือจากโปรแกรมเอง อาจทำให้เกิดการใช้ Resource จนหมด หรือเกิดการ Reset ค่าของตัวแปร หรือปัญหา Division by Zero (0/0)
  • Access Validation Error กลไกควบคุมการเข้าถึงระบบ (Access Control) ทำงานผิดพลาด ซึ่งเกิดจากตัวระบบเอง
  • Exception Condition Handling Error การจัดการเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ ยกเว้นของการทำงานของโปรแกรม
  • Environmental Error ระบบที่ติดตั้งในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะ สม เช่น โปรแกรมอาจทำงานได้ไม่ดีบนระบบปฏิบัติการบางตัวหรือบางรุ่น การทำงานที่ขัดกันของโปรแกรมที่อยู่บนระบบเดียวกัน ตรวจพบปัญหาในขั้นตอนการพัฒนาระบบได้ยาก
  • Configuration Error ระบบที่ไม่ถูกต้อง ไม่ สมบูรณ์ หรือหละหลวม เช่น กำหนดให้เป็นค่า Default เพื่อง่ายต่อการใช้ งาน แต่อาจกลายเป็นช่องโหว่
  • Race Condition เกิดขึ้นเมื่อมี Delay ในการทำงานของระบบรักษาความ ปลอดภัย เช่น มีการเขียนข้อมูลลงในระบบ โดนระบบเข้าใจว่าผู้ใช้นั้นมี สิทธิ์ แต่ที่จริงแล้วระบบรักษาความปลอดภัยอาจยังไม่ถึงเวลาทำงาน
5 วิธี ป้องกัน การถูก Hacker ล้วงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
1. อย่าคลิกลิงก์ที่ไม่น่าไว้ใจ
2. อย่าตั้งรหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา
3. ไม่กดรับเพื่อนที่ไม่รู้จักบนสื่อสังคมออนไลน์
4. ตั้งค่าความปลอดภัยบนมือถือ
5. ซื้อของออนไลน์กับเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ไฟล์วอลล์และการเข้ารหัส



Firewall คืออะไร

Firewall นั้นหากจะแปลตรงตัวจะแปลว่ากำแพงไฟ แต่ที่จริงแล้ว firewall นั้นเป็นกำแพงที่มีไว้เพื่อป้องกันไฟโดยที่ตัวมันเองนั้นไม่ใช่ไฟตามดังคำแปล firewall ในสิ่งปลูกสร้างต่างๆนั้นจะทำด้วยอิฐเพื่อแยกส่วนต่างๆของสิ่งปลูกสร้างออกจากกันเพื่อที่ว่าในเวลาไฟไหม้ไฟจะได้ไม่ลามไปทั่วสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ หรือ Firewall ในรถยนต์ก็จะเป็นแผ่นโลหะใช้แยกส่วนของเครื่องยนต์และส่วนของที่นั่งของผู้โดยสารออกจากกัน

ในเครือข่าย Internet นั้น firewall อาจถูกใช้สำหรับป้องกันไม่ให้ "ไฟ" จากเครือข่าย Internet ภายนอกลามเข้ามาภายในเครือข่าย LAN ส่วนตัวของท่านได้ หรืออาจถูกใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ใน LAN ของท่านออกไปโดน "ไฟ" ในเครือข่าย Internet ภายนอกได้

ตามคำจำกัดความแล้ว firewall หมายความถึง ระบบหนึ่งหรือกลุ่มของระบบที่บังคับใช้นโยบายการควบคุมการเข้าถึงของระหว่างเครือข่ายสองเครือข่าย โดยที่วิธีการกระทำนั้นก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ระบบ แต่โดยหลักการแล้วเราสามารถมอง firewall ได้ว่าประกอบด้วยกลไกสองส่วนโดยส่วนแรกมีหน้าที่ในการกั้น traffic และส่วนที่สองมีหน้าที่ในการปล่อย traffic ให้ผ่านไปได้


ประเภทของ Firewall

Firewall โดยทั่วไปจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ firewall ระดับ network (network level firewall) และ firewall ระดับ application (application level firewall)

ก่อนที่ Firewall ระดับ network จะตัดสินใจยอมให้ traffic ใดผ่านนั้นจะดูที่ address ผู้ส่งและผู้รับ และ port ในแต่ละ IP packet เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า traffic สามารถผ่านไปได้ก็จะ route traffic ผ่านตัวมันไปโดยตรง router โดยทั่วไปแล้วก็จะถือว่าเป็น firewall ระดับ network ชนิดหนึ่ง firewall ประเภทนี้จะมีความเร็วสูงและจะ transparent ต่อผู้ใช้ (คือผู้ใช้มองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างระบบที่ไม่มี firewall กับระบบที่มี firewall ระดับ network อยู่) การที่จะใช้ firewall ประเภทนี้โดยมากผู้ใช้จะต้องมี IP block (ของจริง) ของตนเอง

Firewall ระดับ application นั้นโดยทั่วไปก็คือ host ที่ run proxy server อยู่ firewall ประเภทนี้สามารถให้รายงานการ audit ได้อย่างละเอียดและสามารถบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยได้มากกว่า firewall ระดับ network แต่ firewall ประเภทนี้ก็จะมีความ transparent น้อยกว่า firewall ระดับ network โดยที่ผู้ใช้จะต้องตั้งเครื่องของตนให้ใช้กับ firewall ประเภทนี้ได้ นอกจากนี้ firewall ประเภทนี้จะมีความเร็วน้อยกว่า firewall ระดับ network บางแหล่งจะกล่าวถึง firewall ประเภทที่สามคือประเภท stateful inspection filtering ซึ่งใช้การพิจารณาเนื้อหาของ packets ก่อนๆในการที่จะตัดสินใจให้ packet ที่กำลังพิจารณาอยู่เข้ามา


ขีดความสามารถของ Firewall
ขีดความสามารถของ firewall ทั่วๆไปนั้นมีดังต่อไปนี้

ป้องกันการ login ที่ไม่ได้รับอนุญาตที่มาจากภายนอกเครือข่าย
ปิดกั้นไม่ให้ traffic จากนอกเครือข่ายเข้ามาภายในเครือข่ายแต่ก็ยอมให้ผู้ที่อยู่ภายในเครือข่ายสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้
เป็นจุดรวมสำหรับการรักษาความปลอดภัยและการทำ audit (เปรียบเสมือนจุดรับแรงกระแทกหรือ \"choke\" ของเครือข่าย)


ข้อจำกัดของ Firewall
ข้อจำกัดของ firewall มีดังต่อไปนี้

• firewall ไม่สามารถป้องกันการโจมตีที่ไม่ได้กระทำผ่าน firewall (เช่น การโจมตีจากภายในเครือข่ายเอง)
ไม่สามารถป้องกันการโจมตีที่เข้ามากับ application protocols ต่างๆ (เรียกว่าการ tunneling) หรือกับโปรแกรม client ที่มีความล่อแหลมและถูกดัดแปลงให้กระทำการโจมตีได้ (โปรแกรมที่ถูกทำให้เป็น Trojan horse)
ไม่สามารถป้องกัน virus ได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากจำนวน virus มีอยู่มากมาย จึงจะเป็นการยากมากที่ firewall จะสามารถตรวจจับ pattern ของ virus ทั้งหมดได้


ถึงแม้ว่า firewall จะเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ป้องกันการโจมตีจากภายนอกเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะใช้ firewall ให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายความปลอดภัยโดยรวมขององค์กรด้วย นอกจากนี้ แม้แต่ firewall ที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถนำมาใช้แทนการมีจิตสำนึกในการที่จะรักษาความปลอดภัยภายในเครือข่ายของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายนั้นเอง


การเข้ารหัส


ระบบการเข้ารหัสนั้น โดยทั่วไปจะมีการพิจารณาใน 3 มุมมองด้วยกัน คือ
1. รูปแบบของการกระทำที่ใช้ในการแปลงจาก Plaintext ไปเป็น Ciphertext ในอัลกอริทึมของการเข้ารหัสทุกรูปแบบมักจะตั้งอยู่บนหลักการ 2 หลักด้วยกัน คือ การแทนที่ (Substitution) และการสลับที่ (Transposition) โดยหลักการแทนที่นั้น จะใช้วิธีแทนส่วนประกอบของ Plaintext (บิต กลุ่มของบิต หรือไบต์ หรือตัวอักษร) ด้วยส่วนประกอบอีกกลุ่มหนึ่ง และวิธีการสลับที่นั้น จะเป็นการจัดลำดับของบิต กลุ่มของบิต หรือไบต์ หรือตัวอักษร ใหม่ให้มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป โดยในระหว่างกระบวนการทำนั้น จะต้องไม่มีข้อความ หรือส่วนใด ๆ ของข้อความที่หายไป (เพื่อให้กระบวนการย้อนกลับสามารถทำได้)
2. จำนวนของคีย์ที่ใช้ โดยหากทั้งผู้รับและผู้ส่งมีการใช้คีย์เดียวกัน ก็จะเรียกวิธีการเข้ารหัสนั้นว่า Symmetric Key หรือ Secret Key หรือ Single Key หรือ Conventional Encryption แต่หากผู้รับและผู้ส่งใช้คีย์ที่ต่างกัน ก็จะเรียกว่า Asymmetric Key หรือ Two Key หรือ Public Key
3. ลักษณะที่อัลกอริทึมกระทำกับข้อความต้นฉบับ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ Block Cipher โดยวิธีการนี้ คือ การแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วน ๆ ที่มีความยาวเท่ากัน แล้วจึงประมวลผลข้อมูลไปทีละ Block โดยจะได้ผลลัพธ์เป็น Block เช่นเดียวกัน สำหรับอีกแบบ คือ Stream Cipher ซึ่งมีการประมวลผลไปทีละกลุ่ม (อาจเป็นบิต ไบต์ หรือกลุ่มของบิต) โดยผลลัพธ์ก็จะออกมาในทำนองเดียวกัน
การแกะรหัส (Cryptanalysis)
ในระบบของการเข้ารหัสใด ๆ จะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการแกะรหัสที่ได้เข้าไว้ออกมา ว่ามีความยากหรือง่ายแค่ไหน ก่อนจะนำไปใช้งาน โดยการแกะรหัสก็เช่นเดียวกับการเข้ารหัส คือ มีหลายวิธี โดยขึ้นกับรูปแบบของการเข้ารหัสว่าเป็นแบบใด และมีข้อมูลให้ใช้มากน้อยแค่ไหน

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562

การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

หลักการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัย


อินเตอร์เน็ตมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่องทางสื่อสารเเละเเลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสะดวกสบายต่อเรามาก รวมถึงธุรกิจห้างร้านที่ต้ิองใช้งานในการค้าขาย ใช้ธุรกรรมการเงินทางอินเตอร์เน็ต เเต่ถ้าเราใช้อย่างไม่ระวังเเละยังไม่เห็นความสำคัญ ของการใช้อินเตอร์เน็ตที่ปลอดภัยก็จะเกิดภัยคุกคามต่างๆได้เช่น โดนโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวเพื่อขโมยเงินทางอินเตอร์เน็ตได้ หรือถูกหลอกลวงเกี่ยวกับการค้า่ เป็นต้น จากที่กล่าวมาเราสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนี้


1.) ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว


2.) ไม่ส่งหลักฐานส่วนตัวของตนเองเเละคนในครอบครัวให้ผู้อื่น เช่น สำเนาบัตรประชาชน เอกสารต่างๆ รวม ถึงรหัสบัตรต่างๆ เช่น เอทีเอ็ม บัตรเครดิต

3.) ไม่ควรโอนเงินให้ใครเด็ดขาด นอกจา่กจะเป็นญาติสนิทที่เชื่อใจได้จริงๆ
  
4.) ไม่ออกไปพบเพื่อนที่รู้จักทางอืนเทอร์เน็ต เว้นเสียเเต่ว่าได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง เเละควรมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนไปด้วยหลายๆคน เพื่อป้องกันการลักพาตัว หรือการกระทำมิดีมิร้ายต่างๆ

5.) ระมัดระวังการซื้อสินค้าทางอืนเตอร์เน็ต รวมถึงคำโฆษณาชวนเชื่ออื่นๆ เด็กต้องปรึกษาพ่อเเม่ผู้ปกครอง โดยต้องใช้วิจารณญาณ พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ขาย



6.) สอนให้เด็กบอกพ่อเเม่ผู้ปกครองหรือคุณครู ถ้าถูกกลั่นเเกล้ง (Internet Bullying)



7.) ไม่เผลอบันทึกยูสเซอร์เนมเเละพาสเวิร์ดขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ

อย่าบันทึก! ชื่อผู้ใช้เเละพาสเวิร์ดของคุณบนเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่มาใช้เครื่องต่อจากคุณสามารถล็อคอินเข้าไป จากชื่อของคุณที่ถูกบันทึกไว้ เเล้วสวมรอยเป็นคุณ หรือเเม้เเต่โอนเงินในบัญชีของคุณจ่ายค่าสินต้าเเละบริการต่างๆ ที่เขาต้องการ ผลคือคุณอาจหมดตัวเเละล้มละลายได้



8.) ไม่ควรภาพวิดีโอ หรือเสียงที่ไม่เหมาะสมบนคอมพิวเตอร์ หรือบนมือถือ

เพราะภาพ เสียง หรือวิดีโอนั้น รั่วไหลได้ เช่นจากากรเคร็กข้อมูล หรือถูกดาวน์โหลดผ่านโปรเเกรม เพียร์ ทู เพียร์ (P2P) เเละถึงเเม้ว่าคุณจะลบไฟล์นั้นออกไปจากเครื่องเเล้ว ส่วนใดส่วนหนึ่งของไฟล์ยังตกค้างอยู่ เเล้วอาจถูกกู้กลับขึ้นมาได้ โดยช่างคอม ช่างมือถือ



9.) จัดการกับ Junk Mail จังค์ เมล์ หรือ อีเมล์ขยะ

ปกติ การใช้อีเมล์จะมีกล่องจดหมายส่วนตัว Inbox กับ กล่องจดหมายขยะ Junk mail box หรือ Bulk Mail เเยกเเยะประเภทของอีเมลล์ เราจึงต้องทำความเข้าใจ เเละเรียนรู้ที่จะคัดกรองจดหมายอิเล็กส์ด้วยตัวเอง เพื่อกันไม่ให้มาปะปนกับจดหมายดีๆ ซึ่งเราอาจเผลอไปเปิดอ่าน เเล้วถูกสปายเเวร์ เเอดเเวร์เกาะติดอยู่บนเครื่อง หรือเเม้เเต่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์เล่นงาน



10.) จัดกา่รกับเเอดเเวร์ สปายเเวร์

จัดการกับสปายเเวร์เเอดเเวร์ที่ลักลอบเข้ามาสอดส่องพฤคิกรรมการใช้เน็ตของคุณ ด้วยการซื้อโปรเเกรมหรือไปดาวน์โหลดฟรีโปรเเกรมมาดักจับเเละขจัดเจ้าเเอดเเวร์ สปายเเวร์ออกไปจากเครื่องของคุณ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรเเกรมฟรีได้เเต่เเค่มีโปรเเกรมหไว้ในเครื่องยังไม่พอ คุณต้องหมทั่นอัพเดทโปรเเกรมออนไลน์เเละสเเกนเครื่องของคุุณบ่อยๆด้วย เพื่อให้เครื่องของคุณปลอดสปาย ข้อมูลของคุณก็ปลอดภัย

โปรเเกรมล้าง เเอดเเวร์ เเละสปายเเวร์  จะใช้โปรเเกรมตัวเดียวกัน ซึ่งบางครั้งเขาอาจตั้งชื่อโดยใช้เเค่เพียงว่าโปรเเกรมล้าง เเอดเเวร์ เเต่อันที่จริง มันลบทิ้งทั้งเเอดเเวร์ เเละสปายเเวร์พร้อมๆกัน เพราะเจ้าสองตัวนี้ มันคล้ายๆกัน



11.) จัดการกับไวรัสคอมพิวเตอร์

คออมพิวเตอร์ทุกเครื่องจำเป็นต้องมีโปรเเกรมสเเกนดักจับเเละฆ่าไวรัส ซึ่งอันนี้ควรจะดำเนินการทันทีเมื่อซื้อเครื่องคอม เนื่องจากไวรัสพัฒนาเร็วมาก มีไวรัสพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน เเม้จะตั้งโปรเเกรมฆ่าไวรัสไว้เเล้ว ถ้าไม่ทำการอัพเดทโปรเเกรมทางอินเทอร์เน็ต เวลาที่มีไวรัสตัวใหม่ๆ เเอบเข้ามากับอินเทอร์เน็ต เครื่องคุณก็อาจจะโดนทำลายได้



12.) ควร Block ในโปรเเกรม P2P

สำหรับผู้ชื่นชอบการดาวน์โหลดผ่านโปรเเกรมเเชร์ข้อมูล P2P ให้ระวังข้อมูลสำคัญ ไฟล์ภาพ วิดีโอส่วนตัว หรืออะไรที่ไม่ต้องการจะเปิดเผยสู่สาธารณะชน ควรบันทึกลงซีดี ดีวีดี หรือเทปไว้ อย่าเก็บไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะคุณอาจถูกเจาะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปได้



13.) กรองเว็บไม่เหมาะสมด้วย Content Advisor ในอืนเทอร์เน็ต เอ็กซ์พลอเรอ

ในโปรเเกรมเว็บ บราวเซอร์อย่างอินเทอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอ ก็มีการตั้งค่าคอมเทนท์ เเอดไวเซอร์ หรือฟังก์ชั่น การกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สามารถเปิดเข้าไปในเว็บไซท์ที่มีภาพเเละเนื้อหา โป๊ เปลือย ภาษาหยาบคายรุนเเรงได้เเละยังมีการตั้งพาสเวิร์ด หรือรหัส สำหรับผู้ปกครอง เพื่อกันเด็กเข้าไปเเก้ไขการตั้งค่าของคุณ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปลดล็อกได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณจำเป็นต้องเข้าเว็บไซต์บางเว็บไซต์

ที่มา : https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/e_commerce/07.html

การโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์

การโจมตีทางอินเตอร์เน็ตนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันข่าวที่เกี่ยวการโจมตีในแต่ละที่ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมงในการรับรู้และแพร่กระจายข่าวออกไป แต่ปัจจุบันผู้ใช้งานสามารถตรวจดูการโจมตีทางอินเตอร์เน็ตที่เกิดขึ้นจริงรอบโลก ในแบบเรียลไทม์ได้แล้วด้วยแผนที่จากโครงการที่ชื่อว่า Honey net ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูหนังสงครามอยู่ก็ไม่ปานเมื่อเข้าไปยังแผนที่จะพบจุดสีแดงแสดงขึ้นมาซึ่งแสดงถึงการโจมตีในพื้นที่นั้น ๆ ส่วนจุดสีเหลืองแสดงถึง honey pots หรือระบบที่ตั้งค่าเพื่อบันทึกการโจมตีที่กำลังจะมาถึง และกล่องสีดำทางด้านล่างจอแสดงข้อมูลว่า การโจมตีแต่ละที่นั้นมีที่มาจากไหน โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งออกมาจากเครือข่ายสมาชิกในโครงการ Honey net ของเซนเซอร์ honey pot ซึ่งต้องการเผยแพร่การโจมตีเหล่านี้ (สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าต้องการเผยแพร่ข้อมูลหรือไม่ ซึ่งจะพบว่าในแถบยุโรปมีจุดสีแดงขึ้นมาสูงที่สุด เนื่องจากมีสมาชิกที่ต้องการเผยแพร่เป็นจำนวนมากกว่าแถบอื่น ๆ)


ประเภทการโจมตีในระบบเครือข่าย Internet
ประเภทการโจมตีในระบบเครือข่าย Internetการโจมตีในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตถือได้ว่าเป็นภัยอันตรายต่อสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากภัยนี้จะเป็นการรบกวนการทำงานของผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังส่งผลเสียต่อข้อมูลสำคัญๆ ที่มีอยู่อีกด้วย
1. ชนิดของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต จำแนกได้ดังนี้
                1.1 มัลแวร์ (Malware) คือความไม่ปกติทางโปรแกรมที่สูญเสียความลับทางข้อมูล (Confidentiality) ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลง (Integrity) สูญเสียเสถียรภาพของระบบปฏิบัติการ (Availability) ซึ่งมัลแวร์แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท จึงขออธิบายแต่ละประเภทดังนี้
                      1.1.1 ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) คือรหัสหรือโปรแกรมที่สามารถทำสำเนาตัวเองและแพร่กระจายสู่เครื่องอื่นได้ โดยเจ้าของเครื่องนั้นๆ ไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายได้หากขาดคนกระทำ เช่น แบ่งปันไฟล์ที่ติดไวรัสหรือส่งอีเมล์ที่ติดไวรัส เป็นต้น
           1.1.2 หนอนคอมพิวเตอร์ (Computer Worm) เรียกสั้นๆ ว่า เวิร์ม เป็นหน่วยย่อยลงมาจากไวรัส มีคุณสมบัติต่างๆเหมือนไวรัสแต่ต่างกันที่เวิร์มไม่ต้องอาศัยผู้ใช้งาน แต่จะอาศัยไฟล์หรือคุณสมบัติในการส่งต่อข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพื่อกระจายตัวเอง บางทีเวิร์มสามารถติดตั้ง Backdoor ที่เริ่มติดเวิร์มและสร้างสำเนาตัวเองได้ ซึ่งผู้สร้างเวิร์มนั้นสามารถสั่งการได้จากระยะไกล ที่เรียกว่า Botnet โดยมีเป้าหมายเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ส่งที่อันตรายอย่างยิ่งของเวิร์ม
           1.1.3 ม้าโทรจัน (Trojan Horse) คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนมีประโยชน์ แต่แท้ที่จริงก่อให้เกิดความเสียหายเมื่อรันโปรแกรม หรือติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ ผู้ที่ได้รับไฟล์โทรจันมักถูกหลอกลวงให้เปิดไฟล์ดังกล่าว โดยหลงคิดว่าเป็นซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย หรือไฟล์จากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อไฟล์ถูกเปิดอาจส่งผลลัพธ์หลายรูปแบบ เช่น สร้างความรำคาญด้วยการเปลี่ยนหน้าจอ สร้างไอคอนที่ไม่จำเป็น จนถึงขั้นลบไฟล์และทำลายข้อมูล                                                              
           1.1.4 Backdoor แปลเป็นไทยก็คือประตูหลัง ที่เปิดทิ้งไว้ให้บุคคลอื่นเดินเข้านอกออกในบ้านได้โดยง่ายซึ่งเป็นช่องทางลัดที่เกิดจากช่องโหว่ของระบบ ทำให้ผู้ไม่มีสิทธิเข้าถึงระบบหรือเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการใดๆ                 
           1.1.5 สปายแวร์ (Spyware) คือมัลแวร์ชนิดหนึ่งที่ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วทำให้ล่วงรู้ข้อมูลของผู้ใช้งานได้โดยเจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว สามารถเฝ้าดูการใช้งานและรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ เช่น นิสัยการท่องเน็ต และเว็บไซต์ที่เข้าชม ทั้งยังสามารถเปลี่ยนค่าที่ตั้งไว้ของคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตช้าลง เป็นต้น                                           
1.2 การโจมตีแบบ DoS/DDos คือการพยายามโจมตีเพื่อทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางหยุดทำงาน หรือสูญเสียเสถียรภาพ หากเครื่องต้นทาง(ผู้โจมตี) มีเครื่องเดียว เรียกว่าการโจมตีแบบ Denial of Service (DoS) แต่หากผู้โจมตีมีมากและกระทำพร้อมๆ กัน จะเรียกกว่าการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) ซึ่งในปัจจุบันการโจมตีส่วนใหญ่มักเป็นการโจมตีแบบ DDoS                                                             
1.3 BOTNET หรือ “Robot network” คือเครือข่ายหุ่นรบที่ถือเป็นสะพานเชื่อมภัยคุกคามทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ด้วยมัลแวร์ทั้งหลายที่กล่าวในตอนต้นต้องการนำทางเพื่อต่อยอดความเสียหาย และทำให้ยากแต่การควบคุมมากขึ้น                                    
1.4 ข้อมูลขยะ (Spam) คือภัยคุกคามส่วนใหญ่ที่เกิดจากอีเมล์หรือเรียกว่า อีเมล์ขยะ เป็นขยะออนไลน์ที่ส่งตรงถึงผู้รับโดยที่ผู้รับสารนั้นไม่ต้องการ และสร้างความเดือดร้อน รำคาญให้กับผู้รับได้  ในลักษณะของการโฆษณาสินค้าหรือบริการ การชักชวนเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งอาจมีภัยคุกคามชนิด phishing แฝงเข้ามาด้วย ด้วยเหตุนี้จึงควรติดตั้งระบบ anti-spam หรือใช้บริการคัดกรองอีเมล์ของเว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมล์                                       
1.5 Phishing เป็นคำพ้องเสียงกับ “fishing” หรือการตกปลาเพื่อให้เหยื่อมาติดเบ็ด คือ กลลวงชนิดหนึ่งในโลกไซเบอร์ด้วยการส่งข้อมูลผ่านอีเมล์หรือเมสเซนเจอร์ หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นสถาบันการเงินหรือองค์กรน่าเชื่อถือ แล้วทำลิงค์ล่อให้เหยื่อคลิก เพื่อหวังจะได้ข้อมูลสำคัญ เช่น username/password, เลขที่บัญชีธนาคารเลขที่บัตรเครดิต เป็นต้น แต่ลิงค์ดังกล่าวถูกนำไปสู่หน้าเว็บเลียนแบบ หากเหยื่อเผลอกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป มิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลไปหาประโยชน์ในทางมิชอบได้                                                                   
1.6 Sniffing เป็นการดักข้อมูลที่ส่งจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งบนเครือข่ายในองค์กร (LAN) เป็นวิธีการหนึ่งที่นักโจมตีระบบนิยมใช้ดักข้อมูลเพื่อแกะรหัสผ่านบนเครือข่ายไร้สาย (Wirdless LAN) และดักข้อมูล User/Password ของผู้อื่นที่ไม่ได้ผ่านการเข้ารหัส

การโจมตีเครือข่าย
            แม้ว่าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มากถ้าไม่มีการควบคุมหรือป้องกันที่ดี การโจมตีหรือการบุกรุกเครือข่าย หมายถึง ความพยายามที่จะเข้าใช้ระบบ (Access Attack) การแก้ไขข้อมูลหรือระบบ (Modification Attack) การทำให้ระบบไม่สามารถใช้การได้ (Deny of Service Attack) และการทำให้ข้อมูลเป็นเท็จ (Repudiation Attack) ซึ่งจะกระทำโดยผู้ประสงค์ร้าย ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ หรืออาจเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจของผู้ใช้เองต่อไปนี้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามที่จะบุกรุกเครือข่ายเพื่อลักลอบข้อมูลที่สำคัญหรือเข้าใช้ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

1.แพ็กเก็ตสนิฟเฟอร์
ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ส่งผ่านเครือข่ายนั้นจะถูกแบ่งย่อยเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “แพ็กเก็ต (Packet)” แอพพลิเคชันหลายชนิดจะส่งข้อมูลโดยไม่เข้ารหัส (Encryption) หรือในรูปแบบเคลียร์เท็กซ์ (Clear Text)   

2.ไอพีสปูฟิง
ไอพีสปูฟิง (IP Spoonfing)หมายถึง การที่ผู้บุกรุกอยู่นอกเครือข่ายแล้วแกล้งทำเป็นว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ (Trusted) โดยอาจจะใช้ไอพีแอดเดรสเหมือนกับที่ใช้ในเครือข่าย หรืออาจจะใช้ไอพีแอดเดรสข้างนอกที่เครือข่ายเชื่อว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ หรืออนุญาตให้เข้าใช้ทรัพยากรในเครือข่ายได้ 


3.การโจมตีรหัสผ่าน
การโจมตีรหัสผ่าน (Password Attacks) หมายถึงการโจมตีที่ผู้บุกรุกพยายามเดารหัสผ่านของผู้ใช้คนใดคนหนึ่ง ซึ่งวิธีการเดานั้นก็มีหลายวิธี เช่น บรู๊ทฟอร์ช (Brute-Force) ,โทรจันฮอร์ส (Trojan Horse) , ไอพีสปูฟิง , แพ็กเก็ตสนิฟเฟอร์ เป็นต้น                              

4.การโจมตีแบบ Man-in-the-Middle 
การโจมตีแบบ Man-in-the-Middle นั้นผู้โจมตีต้องสามารถเข้าถึงแพ็กเก็ตที่ส่งระหว่างเครือข่ายได้ เช่น ผู้โจมตีอาจอยู่ที่ ISP ซึ่งสามารถตรวจจับแพ็กเก็ตที่รับส่งระหว่างเครือข่ายภายในและเครือข่ายอื่น ๆ โดยผ่าน ISP การโจมตีนี้จะใช้ แพ็กเก็ตสนิฟเฟอร์เป็นเครื่องมือเพื่อขโมยข้อมูล หรือใช้เซสซั่นเพื่อแอ็กเซสเครือข่ายภายใน หรือวิเคราะห์การจราจรของเครือข่ายหรือผู้ใช้

5.การโจมตีแบบ DOS
การโจมตีแบบดีไนล์ออฟเซอร์วิส หรือ DOS (Denial-of Service) หมายถึง การโจมตีเซิร์ฟเวอร์โดยการทำให้เซิร์ฟเวอร์นั้นไม่สามารถให้บริการได้ ซึ่งปกติจะทำโดยการใช้รีซอร์สของเซิร์ฟเวอร์จนหมด หรือถึงขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ ตัวอย่างเช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ และเอฟทีพีเซิร์ฟเวอร์ การโจมตีจะทำได้โดยการเปิดการเชื่อมต่อ (Connection) กับเซิร์ฟเวอร์จนถึงขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ผู้ใช้คนอื่น ๆ ไม่สามารถเข้ามาใช้บริการได้

6.โทรจันฮอร์ส เวิร์ม และไวรัส                                                                                                            คำว่า “โทรจันฮอร์ส (Trojan Horse)” นี้เป็นคำที่มาจากสงครามโทรจัน ระหว่างทรอย (Troy) และกรีก (Greek) ซึ่งเปรียบถึงม้าโครงไม้ที่ชาวกรีกสร้างทิ้งไว้แล้วซ่อนทหารไว้ข้างในแล้วถอนทัพกลับ พอชาวโทรจันออกมาดูเห็นม้าโครงไม้ทิ้งไว้ และคิดว่าเป็นของขวัญที่กรีซทิ้งไว้ให้ จึงนำกลับเข้าเมืองไปด้วย พอตกดึกทหารกรีกที่ซ่อนอยู่ในม้าโครงไม้ก็ออกมาและเปิดประตูให้กับทหารกรีกเข้าไปทำลายเมืองทรอย สำหรับในความหมายของคอมพิวเตอร์แล้ว โทรจันฮอร์ส หมายถึงดปรแกรมที่ทำลายระบบคอมพิวเตอร์โดยแฝงมากับโปรแกรมอื่น ๆ เช่น เกม สกรีนเวฟเวอร์ เป็นต้น


วิธีป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ต


สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล มีดังนี้
       1. การตั้งสติก่อนเปิดเครื่อง ต้องรู้ตัวก่อนเสมอว่าเราอยู่ที่ไหน ที่นั่นปลอดภัยเพียงใด– ก่อน login เข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องมั่นใจว่าไม่มีใครแอบดูรหัสผ่านของเรา
            เมื่อไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรล็อกหน้าจอให้อยู่ในสถานะที่ต้องใส่ค่า login
            ตระหนักอยู่เสมอว่าข้อมูลความลับและความเป็นส่วนตัวอาจถูกเปิดเผยได้เสมอในโลกออนไลน์
       2. การกำหนด password ที่ยากแก่การคาดเดา ควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 ตัวอักษร และใช้อักขระพิเศษไม่ตรงกับความหมายในพจนานุกรม เพื่อให้เดาได้ยากมากขึ้นและการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป 
       3. การสังเกตขณะเปิดเครื่องว่ามีโปรแกรมไม่พึงประสงค์ถูกเรียกใช้ขึ้นมาพร้อมๆ กับการเปิดเครื่องหรือไม่ ถ้าสังเกตไม่ทันให้สังเกตระยะเวลาบูตเครื่อง หากนานผิดปกติอาจเป็นไปได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ติดปัญหาจากไวรัส หรือภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ได้
       4. การหมั่นตรวจสอบและอัพเดท OS หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ให้เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะโปรแกรมป้องกันภัยในเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ควรอัพเดทอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
       5. ไม่ลงซอฟต์แวร์มากเกินความจำเป็น ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่– อินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ เพื่อให้เปิดเว็บไซต์ต่างๆ
            อีเมล์เพื่อใช้รับส่งข้อมูลและติดต่อสื่อสาร– โปรแกรมสำหรับงานด้านเอกสารโปรแกรมตกแต่งภาพ เสียง วีดีโอ
            โปรแกรมป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์และโปรแกรมไฟร์วอลล์
ซอฟต์แวร์ที่ไม่ควรมีบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ได้แก่– ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการ Crack โปรแกรม
            ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้ในการโจมตีระบบเจาะระบบ (Hacking Tools)
            โปรแกรมที่เกี่ยวกับการสแกนข้อมูล การดักรับข้อมูล (Sniffer) และอื่นๆ ที่อยู่ในรูปซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ไม่เป็นที่รู้จัก
            ซอฟต์แวร์ที่ใช้หลบหลีกการป้องกัน เช่น โปรแกรมซ่อน IP Address
       6. ไม่ควรเข้าเว็บไซต์เสี่ยงภัยเว็บไซต์ประเภทนี้ ได้แก่– เว็บไซต์ลามก อนาจาร– เว็บไซต์การพนัน– เว็บไซต์ที่มีหัวเรื่อง “Free” แม้กระทั่ง Free Wi-Fi
            เว็บไซต์ที่ให้ดาวน์โหลดโปรแกรมที่มีการแนบไฟล์พร้อมทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์
            เว็บไซต์ที่แจก Serial Number เพื่อใช้ Crack โปรแกรม
            เว็บไซต์ที่ให้ดาวน์โหลดเครื่องมือในการเจาะระบบ
       7. สังเกตความปลอดภัยของเว็บไซต์ที่ให้บริการธุรกรรมออนไลน์ เว็บไซต์ E-Commerce ที่ปลอดภัยควรมีการทำ HTTPS มีใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีมาตรฐานรองรับ
       8. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลงบนเว็บ Social Network ชื่อที่ใช้ควรเป็นชื่อเล่นหรือฉายาที่กลุ่มเพื่อนรู้จัก และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลดังต่อไปนี้ เลขที่บัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ หมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขหนังสือเดินทาง ข้อมูลทางการแพทย์ ประวัติการทำงาน
       9. ศึกษาถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยมีหลักการง่ายๆ ที่จะช่วยให้สังคมออนไลน์สงบสุข คือให้คำนึงถึงใจเขาใจเรา
      10. ไม่หลงเชื่อโดยง่าย อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น และงมงายกับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ควรหมั่นศึกษาหาความรู้จากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนปักใจเชื่อในสิ่งที่ได้รับรู้